สถานการณ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม

ดุจฤดี คงสุวรรณ์
วรรณะ รัตนพงษ์

สถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมระดับโลกในยุคโลกาภิวัตน์

ในสถานการณ์โลกเช่นปัจจุบันที่การสื่อสารไร้พรมแดนเป็นผลให้ประชาชนจำนวนมากในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกรับเอาแบบอย่างทางวัฒนธรรมจากสังคมตะวันตกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่เรื่องปลีกย่อยในชีวิตประจำวันไปจนถึงประเด็นสำคัญๆที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาวัฒนธรรมและอุดมการณ์ทางการเมือง อันเป็นเหตุให้เกิดความหลากหลายเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์แบบผสมผสานขึ้นบนพื้นฐานขององค์ประกอบทางวัฒนธรรมมากกว่า 1 ชุด อาจเรียกได้ว่า “วัฒนธรรมโลก” ซึ่งมีรากฐานการนำเสนอประเด็นมาจากแวดวงนักคิดตะวันตก เรื่อง “โลกาภิวัตน์” เป็นกระบวนการทางสังคมที่มีอายุเก่าแก่กว่าอายุของ “กระบวนการทำให้โลกเป็นแบบตะวันตก”

“กระบวนการโลกาภิวัตน์” ช่วยผลักดันการเผยแพร่และวัฒนธรรมภูตผี จิตวิญญาณดั้งเดิม ในสังคมชนเผ่าจำนวนมากในเอเชียตะวันออก ขณะเดียวกับที่สังคมเหล่านั้นยังรับการเผยแพร่ความคิดแบบขงจื๊อจากจีน เป็นต้น

การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่มีรายละเอียดทั้งในแง่ลำดับเวลา และขอบเขตพื้นที่กลุ่มย่อยภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เป็นสภาพที่เกิดขึ้นก่อนกระแสกระบวนการทำให้เป็นตะวันตกจะถูกผลักดันโดยชาวยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่ามกลางการดำเนินนโยบายการค้าเสรี ภายใต้หลักการ “พาณิชยนิยม” (Mereantilism) หลังคริสต์ศตวรรษที่ 16

ข้างต้นกล่าวถึงกระบวนการโลกาภิวัตน์ที่มีทั้งคุณและโทษต่อมนุษยชาติ เพราะเมื่อพูดถึง “โลกาภิวัตน์” เราจะนึกถึงคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับทุกมุมโลก อินเตอร์เน็ตกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสาร และการทำธุรกิจ โลกาภิวัตน์กลายสัญลักษณ์ของการเป็นประเทศเจริญ เศรษฐกิจเติบโตดี การสื่อสารรวดเร็ว ค้าขายกับต่างประเทศคล่อง มีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวมาก สามารถขายที่ดิน / ขายหุ้นกันได้กำไรงาม ในขณะที่เมื่อยุคฟองสบู่แตก เงินทองพากันไหลออกนอกประเทศ ประเทศเป็นหนี้ล้นพ้นตัว ข้าวของขายไม่ออก ธุรกิจ บริษัทเล็กต้องหยุดกิจการ คนว่างงานเพิ่มขึ้น ห้างยักษ์อย่างแมคโคร เทสโกโลตัส บิ๊กซี พากันมายึดหัวหาดกิจการค้าปลีก ร้านค้าปลีกไทยขายไม่ได้ ทั้งหมดก็เป็นเพราะโลกาภิวัตน์อีกเช่นกัน

ถึงแม้ว่า “กระบวนการโลกาภิวัตน์ คือ กระบวนการเศรษฐกิจโลกไร้พรมแดน” หรือ “กระบวนการทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียว” หรือ อาจเรียกได้ว่า “ลัทธิการครอบโลก” (Globalization) นั่นเอง

“ลัทธิการครอบโลก” หมายถึง “การใช้ความเหนือกว่าของทุน เทคโนโลยี การบริหารจัดการ และอิทธิพลทางการเมือง ผ่านกลไกต่าง ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศมาบีบให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ของประเทศที่มีก้าวหน้ากว่า ภายใต้แนวคิด “การค้าเสรี” ประชาชนผู้ด้อยโอกาสทั้งโลกกำลังตกเป็นเหยื่อของลัทธินี้ โดยรัฐบาล และกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศกำลังพัฒนาได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างไม่รู้ตัวหรือด้วยความสมยอม

ช่วง 20 กว่าปีแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ประมาณ พ.ศ. 2488-2512) เศรษฐกิจของประเทศทุนนิยมตะวันตกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดบริการสวัสดิการสังคมให้แก่ประชาชนเพิ่มขึ้น โดยรัฐเป็นผู้ดำเนินการ แม้ประเทศที่ได้รับเอกราชใหม่ ๆ ในโลกที่สามก็ยังมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นในช่วงนั้น

ในปี ค.ศ.1960 ญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 4% ของโลก ขณะที่อเมริกาเหนือมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 37% ในขณะที่ปัจจุบันมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 24% และช่วงทศวรรษที่ 90 มากกว่าครึ่งหนึ่งของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกได้เกิดขึ้นมาในทวีปเอเชีย

จนกระทั่งต้นทศวรรษที่ 1970 (ประมาณปี พ.ศ. 2513-2518) ลัทธิทุนนิยมก็เริ่มประสบปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ ประการแรก โรงงานอุตสาหกรรมผลิตสินค้าออกมาล้นหลามเกินกว่าความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ เรียกว่า มี “การผลิตเกินขนาด” ประการที่สอง บริษัทใหญ่ ๆ หลายบริษัทสะสมกำไรได้เป็นจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีที่ทางให้ลงทุนได้ เรียกว่ามี “การสะสมทุนเกินขนาด” เมื่อเศรษฐกิจตะวันตกประสบปัญหาการผลิตเกินขนาด และการสะสมทุนเกินขนาด นายทุนในประเทศตะวันตกจึงต้องมองหาลู่ทางอื่นที่จะทำกำไร ซึ่งก็ทำได้หลายวิธี เช่น นายทุนที่ยังคงผลิตสินค้าและบริการต่อไปและจะมองหาตลาดใหม่ ๆ เพื่อขายสินค้าเป็นเหตุให้บริษัทจำนวนมากย้ายฐานการผลิตบางส่วนมาตั้งในทวีปเอเชียและละตินอเมริกา ซึ่งมีแรงงานราคาต่ำกว่า และเป็นตลาดใหม่ที่กำลังขยายตัว สามารถรองรับสินค้าที่ผลิตเพิ่มขึ้นได้ หรือการใช้วิธีว่าจ้างบริษัทในประเทศอื่นให้ผลิตชิ้นส่วนบางอย่างของสินค้าที่สามารถผลิตได้ถูกที่สุดแล้วขนส่งข้ามประเทศมาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์เต็มรูปในอีกประเทศหนึ่ง นายทุนต้องพยายามทำกำไรโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานที่มีอยู่ หรือนายทุนคนเลิกทำการผลิตแล้วหันไปใช้วิธีการเอากำไรที่สะสมได้ไปปล่อยเงินกู้เพื่อกินดอกเบี้ย และไป “เก็งกำไร” โดยการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และซื้อขายเงินตรา เพื่อเอาผลต่างระหว่างราคาซื้อกับขายเป็นกำไร ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตหนี้สินในประเทศเหล่านี้หลายครั้งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา รวมทั้งวิกฤตการเงินในเอเชียที่เริ่มต้นที่ประเทศไทย เมื่อปี 2540 ด้วย

ช่วงคริสตศตวรรษที่ 20 มีศูนย์กลางอำนาจอยู่สองทวีปที่ทรงพลังอำนาจของโลก กล่าวคือ อเมริกาเหนือและยุโรป แต่หากย้อนกลับไปในคริสตศตวรรษที่ 18-19 นั้นโลกมีศูนย์กลางอำนาจอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ ยุโรป จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 21 หรือสหัสศวรรษใหม่กลับมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ เอเชีย อเมริกาเหนือและยุโรป ทั้งในส่วนข่าวสารข้อมูล เทคโนโลยีและทุนซึ่งได้เคลื่อนผ่านข้ามแนวเขตพรมแดนด้วยความเร็วของช่องทางจดหมายอีเล็คทรอนิค (e-mail)

หลายคนมองว่าโลกาภิวัตน์มีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้น เพราะทรัพยากรธรรมชาติของโลกมีขีดจำกัดในการรองรับและดูดซับมลภาวะที่เกิดจากการผลิตและการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทุกขณะได้ ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายสนับสนุนโลกาภิวัตน์ เสนอว่า โลกาภิวัตน์มีส่วนในการแพร่กระจายของเทคโนโลยีการสื่อสาร ช่วยให้ทุกคนในโลกใกล้ชิดกันเสมือนเป็นสมาชิกของชุมชนเดียวกัน เรียกว่า “หมู่บ้านโลก” โดยยกสถิติการใช้อินเตอร์เน็ทที่เพิ่มมากขึ้น

ในประเด็นเดียวกัน ฝ่ายค้านโลกาภิวัตน์ก็แย้งว่า “หมู่บ้านโลก” ไม่สามารถเป็นจริงได้สำหรับทุกคน เพราะเทคโนโลยียังคงอยู่ในมือของคนจำนวนน้อย คนส่วนใหญ่ในโลกคือประมาณ 80% ยังไม่มีโทรศัพท์ใช้เลย และ 70% ยังไม่มีไฟฟ้าใช้อีกด้วย พร้อมกับเสนอว่าเทคโนโลยีที่ควรพัฒนาขึ้นมาควรจะมุ่งตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ แทนที่จะเป็นของเล่นฟุ่มเฟือย และเป็นเครื่องมือเพิ่มพูนอำนาจให้แก่คนรวย อุดมการณ์ตลาดเสรีจึงส่งเสริมความเป็นปัจเจกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหากำไร และความสำเร็จส่วนตนของนักธุรกิจและผู้ประกอบการเป็นสำคัญ ในฐานะที่รัฐมีหน้าที่ดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตเพื่อที่ประเทศจะได้พัฒนา บทบาทหลักของรัฐจึงอยู่ที่การส่งเสริมให้ธุรกิจทำกำไรให้มากที่สุด มาตรการด้านนโยบายที่จะสนับสนุนอุดมการณ์ตลาดเสรีที่รัฐต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับอุดมการณ์นี้ มีอยู่ 3 ประการ ได้แก่

(1) การแปรรูปกิจการของรัฐให้เป็นของเอกชน
(2) การยกเลิกระเบียบข้อบังคับ และ
(3) การเปิดเสรีด้านการค้าและการเงิน

มาตรการด้านนโยบายดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการโลกาภิวัตน์ และท้ายที่สุดประเทศที่ไม่มีอำนาจในการแข่งขันก็ตกเป็นเบี้ยล่าง / เกิดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ / ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและสังคมขึ้นทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ นั่นเอง (ยรรยง สินธุ์งาม, 2549)

ตัวอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมระดับโลกในยุคโลกาภิวัตน์

ในสถานการณ์เช่นปัจจุบันเรามักพบกับรูปแบบความขัดแย้ง / ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งทั้งในองค์การ และสังคมทั่ว ๆ ไป ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนระหว่างประเทศ ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปรารถนา แต่ก็เป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง ตราบใดที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่และอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมดังที่เหมาเจ๋อตง กล่าวไว้ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความขัดแย้ง ก็ไม่มีโลก”

สถานการณ์ในปัจจุบันพบว่า สังคมมีความวุ่นวาย สับสน และยังไร้ทิศทาง ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแต่เกิดจากคนทั้งนั้น เกิดจากกิเลสของคน ความโลภ ปรารถนาในทรัพย์สินและอำนาจที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ ในขณะที่ทรัพยากรที่มีจำกัดบนโลกใบนี้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความขัดแย้ง” (Conflict)

ความขัดแย้งนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นในระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว สังคม รัฐ ไปจนถึงระดับโลก และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกทางแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือความรุนแรง และนำไปสู่ความเสียหายหรือสูญเสียในที่สุด ดังนั้นการทำความเข้าใจสภาพของความขัดแย้งจึงเป็นสิ่งที่อาจช่วยยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นได้

เนื่องจากยังคงมีความขัดแย้งบางประเภทที่หาทางออกไม่ได้จนกลายไปเป็นข้อพิพาท และความรุนแรงในที่สุด ซึ่งความรุนแรงนั้นสามารถแสดงออกได้ตั้งแต่ การใช้คำพูด ภาษาท่าทาง จนถึงการลงมือทำร้ายกัน ซึ่งจะมีความสูญเสียตามมา ทั้งทรัพย์สิน เวลา ความรู้สึก จนกระทั่งการสูญเสียอำนาจอธิปไตย ถ้าเป็นความขัดแย้งในกรอบใหญ่คือระหว่างรัฐกับรัฐ เป็นต้น

ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ (2547) กล่าวเกี่ยวกับพัฒนาการของความขัดแย้งว่ามี 3 ระยะ ได้แก่

ความขัดแย้งแฝง (Latent Conflicts)
ความขัดแย้งกำลังเกิด (Emerging Conflicts)
ความขัดแย้งที่ปรากฏออกมาแล้ว (Manifest Conflicts)
ส่วนรูปแบบของความขัดแย้งนั้น ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ก็ได้แบ่งออกเป็น 5 ชนิด ด้วยกัน กล่าวคือ (วันชัย วัฒนศัพท์, 2547)

ความขัดแย้งด้านข้อมูล (Data Conflict)
ความขัดแย้งจากผลประโยชน์ (Interests Conflict)
ความขัดแย้งด้านโครงสร้าง (Structural Conflict)
ความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ (Relationship Conflict)
ความขัดแย้งด้านค่านิยม (Values Conflict)
ปัจจุบันความขัดแย้งทางสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาคของโลกนั้นส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ ทั้งนี้เนื่องจากความพยายามในการที่จะพัฒนารัฐ ให้มีความเจริญให้มีความทันสมัย (Modernization) ทำให้ส่งผลกระทบกลับมายังสังคม สิ่งแวดล้อม ประชากร จนเกิดความขัดแย้งขึ้น ดังนั้นความขัดแย้งในนโยบายสารธารณะจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีสาเหตุมาจากสิ่งต่อไปนี้

ความสลับซับซ้อนในการพัฒนา : การเพิ่มขึ้นของประชากรส่งผลให้ความต้องการทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งตามธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในปริมาณที่มากตาม ความซับซ้อนในการพัฒนาจึงมากขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาต่าง ๆ จึงมีความขัดแย้งกับผู้ที่พัฒนาหรือออกนโยบาย
การบริหารจัดการรูปแบบเดิมที่ขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ : แนวความคิดในการบริหารงาน หรือบริหารประเทศ ทั่วไปในปัจจุบันมักจะกระทำในรูปแบบเดิม ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง โดยมีลักษณะที่ผู้มีอำนาจในการสั่งการเป็นผู้ที่พัฒนากระบวนการในการตัดสินใจ แล้วสั่งการลงไปยังผู้ปฏิบัติ ซึ่งมีลักษณะเป็นการกำหนดจากบนล่าง ทำให้เกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้ง
ข้อมูลข่าวสารที่มากมายและรวดเร็ว: ในยุคสารสนเทศที่การบริการและการเข้าถึงอย่างมากมายและรวดเร็วทำให้ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างหลากหลาย และใช้ข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งตามมา
กระบวนทัศน์ของประชาธิปไตยที่เปลี่ยนแปลง: นวัตกรรมทางเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดกระแสโลกาภิวัฒน์ที่ทำให้การสื่อสารในสังคมเป็นไปด้วยความง่าย สะดวก และรวดเร็ว รวมถึงระบอบการเมือง โดยเฉพาะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็น ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) ซึ่งแต่เดิมนั้นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน จะเป็นระบอบการปกครองที่เน้นหรือมีวัตถุประสงค์ที่เน้นในเสียงส่วนใหญ่ (Majority Rule) ที่เลือกสมาชิกของสังคมขึ้นเป็นตัวแทน แล้วให้ตัวแทนเหล่านั้นตัดสินใจแทน แต่ในปัจจุบันเจตนารมณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่แปรเปลี่ยนไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลง ทำให้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้ให้ความสำคัญกับสิทธิของคนส่วนน้อย (Minority Rights) โดยสิ่งใดก็ตามที่มีผลกระทบต่อคนส่วนน้อยรัฐในฐานะผู้ที่ใช้อำนาจจะต้องระมัดระวัง และสร้างผลกระทบให้น้อยที่สุดด้วยการสร้างการมีส่วนร่วม ด้วยเหตุเช่นนี้เอง ความขัดแย้งจึงเป็นสิ่งที่เกิดตามมา เพราะความไม่ลงตัวของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม
การใช้แนวความคิดในเรื่องของการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรและการจัดการลูกค้าสัมพันธ์: ในแนวความคิดของการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร (Integrated Communication Marketing: IMC) นั้นเป็นแนวความคิดของการตลาดใหม่ที่เน้นการโฆษณาผ่านสื่อทุกประเภทโดยมีความสอดคล้องกัน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความคล้อยตาม และผู้ขายจะเน้นแต่ด้านบวกของผลิตภัณฑ์ตนเอง ประกอบการการเน้นในเรื่องของการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management: CRM) ทำให้ลูกค้ามีสิทธิ์มีเสียงในการต่อรองกับผู้ขายและผู้ผลิต ผลที่ตามมาคือ เมื่อลูกค้าเจอสินค้าและบริการในด้านลบ หรือ สินค้าและบริการนั้นไม่เป็นไปตามที่โฆษณาแล้วก็จะเกิดการร้องเรียน อันจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง
การบังคับใช้กฎหมาย: ปัญหาช่องว่างในสังคม และการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือที่ปัจจุบันเรานิยมเรียกว่าคอร์รัปชั่น นั้นส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายไม่มีมาตรฐานเดียวกัน มีการเลือกปฏิบัติ ดังนั้นความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นในสังคม
จากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั้นส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันและนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะเป็น “ความขัดแย้งด้านโครงสร้าง” (Structural Conflict) กล่าวคือ เป็นเรื่องของช่องว่างระหว่างสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นหรือศักยภาพของมนุษย์ (Potentiality) และสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (Actuality) ซึ่งยิ่งห่างก็จะยิ่งเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบันสถานการณ์บ้านเมืองมีความร้อนแรง จนสามารถกล่าวได้ว่าสังคมกำลังมีความขัดแย้ง ซึ่งความขัดแย้งนี้สามารถนำไปสู่การพิพาท ที่จะนำมาซึ่งความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง โดยมีความขัดแย้งสองประเภทหลักผสมผสานกันคือ ความขัดแย้งด้านโครงสร้างและความขัดแย้งจากผลประโยชน์ การดำเนินการต่าง ๆ ของผู้แสดงแต่ละท่าน (Actor) ที่เกี่ยวข้องล้วนแต่มีส่วนทำให้สถานการณ์คลี่คลายหรือแตกหัก การเผชิญหน้าระหว่างชนชั้นกลางและรากหญ้าเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นเมื่อใด ประเทศไทยจะได้ผลกระทบและเป็นรอยร้าวในสังคมที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานในการสมานฉันท์ ให้กลับมาเป็นดังเดิม ความเสียสละของผู้แสดงแต่ละท่านล้วนแต่จะนำมาซึ่งความสงบสุขในสังคม แต่ถ้าผู้แสดงแต่ละท่านไม่ยอมลดราวาศอกให้กันแล้ว สถานการณ์ต่าง ๆ จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s