ระบบกฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม (Religious and Traditional Law)

ระบบกฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม หมายถึง กลุ่มกฎหมายที่เกิดขึ้นและพัฒนามาจากคำสอนในทางศาสนา เช่น หลักธรรมคัมภีร์ต่าง ๆ หรือพัฒนามาจากคำสอนของนักปราชญ์เจ้าลัทธิต่าง ๆ ซึ่งจะมุ่งสอนการดำเนินวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ในสังคมมากกว่าจะตั้งเป็นกฎหมายของรัฐ แต่ในที่สุดหลักธรรมคำสอนเหล่านั้นก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปจนกลายเป็นกฎหมายของรัฐ นักกฎหมายเองเมื่อกล่าวถึงระบบกฎหมายนี้ในบางครั้งก็เรียกว่าระบบกฎหมายศาสนา บางครั้งก็เรียกว่าระบบกฎหมายปรัชญา และบางครั้งก็เรียกว่าระบบกฎหมายประเพณีนิยม

ลักษณะสำคัญของระบบกฎหมายนี้ คือไม่ให้ความสำคัญกับกฎหมายที่ฝ่ายรัฐเป็นผู้ตราขึ้น ทั้งไม่ให้ความสำคัญว่าจะต้องจัดทำกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่โดยอันที่จริงแล้วไม่สนใจกับ “กฎหมาย” ในความหมายทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ เพราะถือว่าในหลักธรรมคำสอนที่มีอยู่สามารถค้นหาได้ทุกอย่างรวมทั้งกฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์นำมาใช้ได้อย่างกฎหมายอยู่แล้วไม่ว่าในทางอาญา ในทางปกครองหรือในทางแพ่งว่าด้วยสัญญา บุคคล ครอบครัว มรดกหรือทรัพย์สินก็ตาม บทกำหนดโทษก็มีอยู่แล้วตามหลักธรรมคำสอนนั้น ซึ่งอาจเป็นโทษที่จัดการบังคับได้ในปัจจุบันและภายหลังที่ผู้กระทำความผิดตายแล้ว

คำว่า “ระบบกฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม” เป็นคำกลาง ๆ ตั้งขึ้นเพื่อเรียกกฎหมายหลายอย่างที่ไม่อาจจัดเข้าไว้ในระบบกฎหมายโรมันโน – เยอรมันนิค คอมมอน ลอว์ หรือสังคมนิยมได้ แต่กฎหมายเหล่านี้ก็แตกต่างกันเอง จะมีความเกี่ยวข้องกันบ้างก็เพียงว่ามีที่มาจากหลักธรรมคำสอนเช่นเดียวกันเท่านั้น ได้แก่ กฎหมายมุสลิมหรืออิสลาม ซึ่งก็มีอยู่หลายพวกเช่นกันแต่ต่างก็นับถือหลักธรรมในคัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ซุนนะห์ คัมภีร์อัล-อิจญ์มาอ์ คัมภีร์อัล-กิยาส เป็นต้น กฎหมายนี้มีใช้อยู่ในประเทศตะวันออกกลางและบางเรื่องในมาเลเซียและประเทศในแอฟริกา นอกจากนี้กฎหมายฮินดูซึ่งหมายถึง กฎหมายจากเทวโองการของพระเจ้าหรือที่นักปราชญ์เรียบเรียงขึ้น ศรุติ สมฤติ ธรรมะ พระธรรมศาสตร์ เป็นต้น กฎหมายนี้มีอยู่ในบางประเทศและในกฎหมายบางเรื่องของอินเดีย และบางเรื่องก็มีอิทธิพลต่อกฎหมายโบราณของลาว กัมพูชา และไทยเป็นต้น

ส่วนประเพณีนิยมก็มีอิทธิพลต่อกฎหมายของหลายประเทศเนื่องจากศาสนามีความใกล้เคียงกับประเพณีนิยม จึงสามารถจัดไว้ในระบบกฎหมายเดียวกัน คำว่า ประเพณีนิยม (Tradition) หมายถึง ความเชื่อถือในหลักการปฏิบัติ เกี่ยวกับการดำเนินวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคม ตลอดจนจรรยามารยาทต่าง ๆ หรือจะถือว่าเป็นวินัยในสังคม เช่น ประเพณีนิยมของขงจื้อ เล่าจื๊อ เม่งจื๊อ ซึ่งมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวจีนในสมัยโบราณ ข้อปฏิบัติที่นักปราชญ์จีนเหล่านี้กำหนดกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายที่ใช้กันในชีวิตประจำวันของชาวจีน เช่น ความจงรักษ์ภักดีต่อกษัตริย์ ความสามัคคี การร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม การประนีประนอม การหลีกเลี่ยงการเป็นคดีความในศาลโดยใช้วิธีตกลงกันนอกศาลแทน เป็นต้น เมื่อจีนต้องแยกเป็นจีนแผ่นดินใหญ่และจีนไต้หวัน ตลอดจนการที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์มีชัยชนะในจีนแผ่นดินใหญ่โดยเด็ดขาด และการปฏิวัติวัฒนธรรมในเวลาต่อมา ประเพณีนิยมเหล่านี้เสื่อมลงไปมากจนแทบหมดไปในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ก็ยังปรากฏอยู่บ้างในจีนไต้หวันและยังคงมีอิทธิพลต่อการจัดทำกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา และกฎหมายวิธีพิจารณาความไต้หวันอยู่บ้าง

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ากฎหมายมีพื้นฐานมาจากศาสนา จนมีคำกล่าวกันว่าศาสนาเป็นที่มาของกฎหมาย ศาสนาที่มีความสำคัญ คือ

ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามมีหลักการสอนให้มีความเชื่อว่า อัลลอฮ์ เป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวในสากลจักรวาล เป็นผู้สร้างโลกมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งปวง ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมอยู่ใต้อำนาจบันดาลของพระองค์ทั้งสิ้น มีท่านนบีมูฮำมัด เป็นศาสดาองค์สุดท้ายของศาสนาอิสลามและเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ให้มาประกาศสั่งสอนหลักธรรมแก่มนุษย์โลก ดังที่ปรากฏข้อความในพระมหาคัมภีร์ อัล-กุรอาน ซึ่งถือว่าเป็นธรรมนูญสูงสุดและเป็นที่มาอันดับแรกของกฎหมายอิสลาม

กฎหมายอิสลามมีแหล่งกำเนิดที่นครมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบียในสมัยที่ท่านนบีมูฮำมัดได้ทรงประกาศศาสนาและเป็นผู้ปกครองประเทศ ต่อมาได้แพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ที่มีมุสลิมซึ่งถือหลักในการพิจารณากระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครอบครัว และการแบ่งปันมรดกของชนชาวมุสลิม

กฎหมายอิสลามมีที่มาจากหลักฐานทางศาสนาที่สำคัญอยู่ 4 ประการ คือ

พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน ถือว่าเป็นพระอธิเทวราชโองการของอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงประทานลงมาให้แก่ท่านนบีมูฮำมัด ต่างกรรมต่างวาระที่พระองค์เห็นสมควรปรากฏว่าภายหลังจากที่ท่านนบีมูฮำมัดได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ได้มีการรวบรวมจากที่กระจัดกระจายอยู่ตามบันทึกที่มีการจดเป็นตัวอักษรไว้ในปาล์มบ้าง หนังสัตว์บ้าง ตลอดถึงการจดจำของบรรดาผู้ใกล้ชิด และผู้เป็นสาวกนำมาเรียงลำดับก่อนหลังจนครบถ้วนบริบูรณ์รวมทั้งสิ้น 30 ภาค มี 114 บท จำนวน 6,000 กว่าโองการ จึงนับได้ว่าเป็นที่มาของกฎหมายอิสลามอันดับแรกที่สำคัญที่สุด
พระคัมภีร์อัล-หะดีษ คือข้อบัญญัติจากการกระทำหรือปฏิบัติต่างๆ และ พระวัจนพจน์ ตลอดถึงการวินิจฉัยข้อปัญหากฎหมายบางเรื่องบางอย่าง รวมทั้งการดำเนินตามวิถีทางความเป็นอยู่ทุกอิริยาบถของท่านนบีมูฮำมัด ซึ่งได้มีการบันทึกและจดจำโดยผู้ใกล้ชิดและบรรดาสาวกทั้งหลาย เก็บรักษาไว้เป็นหลักการทางศาสนาและปฏิบัติกันตลอดมาที่เรียกว่า “ซุนนะห์”
อัล – อิจญ์มาอ์ คือมติธรรมของปวงปราชญ์ซึ่งเป็นความเห็นอันเกี่ยวกับปัญหาทางกฎหมายอิสลามที่สอดคล้องต้องกันของนักนิติศาสตร์ฝ่ายศาสนาอิสลามผู้ซึ่งเป็นสาวกของท่านนบีมูฮำมัด ในกรณีที่ไม่มีข้อความอันใดปรากฏในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน หรืออัล – หะดีษ ที่จะยกมาปรับกับปัญหาที่มีขึ้น
อัล – กิยาส คือการเปรียบเทียบโดยอาศัยเหตุผลที่ต่อเนื่องด้วยหลักการแห่งที่มาของกฎหมายอิสลามทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้นนั้น แต่ยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการของสังคมมุสลิม จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการให้เหตุผลโดยอาศัยการเปรียบเทียบกับตัวบทกฎหมายที่ใกล้เคียงและไม่ขัดกับหลักการอันเป็นที่มาของกฎหมายอิสลามทั้ง 3 ข้อที่กล่าวแล้วด้วย หรือถ้าหากยังไม่สามารถกระทำได้ก็ให้ดำเนินการวินิจฉัยตามหลักธรรม การปฏิบัติศาสนกิจหรือตามประเพณีนิยมทั่วไปที่ไม่ขัดกับหลักธรรมหรือจริยธรรมของอิสลาม
ศาสนาคริสต์
กฎหมายศาสนาคริสต์มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาคริสต์โดยตรง หลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์ประมาณปี ค.ศ. 440-461 พระสันตะปาปาเลโอที่ 1 ได้สร้างศูนย์รวมของอำนาจของ ศาสนจักรขึ้นที่นครวาติกัน ทำให้ศาสนาคริสต์เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น พระสันตะปาปาทรงออกสมณโองการที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนของศาสนิกชนที่ดี โดยถือว่าสมณโองการนั้นเป็นกฎหมายศาสนา (Canon law) และกฎหมายของฝ่ายบ้านเมืองจะขัดหรือแย้งกับกฎหมายศาสนาไม่ได้ดังที่นักบุญโทมัส อไควนัส ได้กล่าวว่า “ในบรรดากฎหมายที่ใช้แก่มนุษย์นั้น กฎหมายฝ่ายบ้านเมืองมีความสำคัญต่ำสุด แต่กฎหมายที่อยู่สูงขึ้นไปเรียกว่ากฎหมายศักดิ์สิทธิ์” คำกล่าวนี้เองทำให้ประชาชนรู้สึกว่าสามารถแสวงหาความยุติธรรมจากกฎหมายศาสนาได้ดีกว่ากฎหมายบ้านเมือง

เมื่อคริสต์ศาสนาเจริญถึงขีดสุด โดยเข้าควบคุมฝ่ายอาณาจักรไว้ได้ ฝ่ายศาสนาสามารถบงการให้ฝ่ายอาณาจักรออกกฎหมายทำตามความประสงค์ของตนได้ทุกอย่าง รวมไปถึงการสั่งให้คนพลีชีพเพื่อศาสนาได้ด้วย เหตุนี้เองทำให้ศาสนาคริสต์เผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วโดยการทำสงครามเผยแพร่ศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามศาสนา ที่สร้างความเสื่อมให้แก่ศาสนาคริสต์จนเกิดการแตกแยกเป็นศาสนาคริสต์นิกายต่าง ๆ ทำให้ฝ่ายอาณาจักรแยกตัวออกไปเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อศาสนจักร สงครามศาสนาที่เกิดขึ้นคือสงครามครูเสดกินเวลา 196 ปี โดยมีสงครามยืดเยื้อเป็นช่วงๆ รวม 7 ครั้ง จนมีผู้เรียกว่า สงครามศาสนา 200 ปี ซึ่งมีสาเหตุจากพระสันตะปาปาในฐานะทรงเป็นผู้นำทางศาสนาและผู้นำทางการปกครองมีบัญชาให้กษัตริย์หรือเจ้าผู้ทรงครองนครในยุโรปซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ยกกองทัพไปปราบพวกนอกศาสนาในปาเลสไตน์ จนกลายเป็นสงครามระหว่างพวกนับถือศาสนาคริสต์ทั่วยุโรป กลางกับพวกมุสลิม ผลของสงครามนี้ทำให้ชาวคริสต์เกิดความเบื่อหน่ายและเริ่มกระด้างกระเดื่องไม่เชื่อฟังคำบัญชาของพระสันตะปาปา มีการริดรอนอำนาจของศาสนาลง เมื่อผู้นับถือศาสนามีความคิดเห็นไม่ตรงกันศาสนาคริสต์จึงแตกเป็นนิกายต่าง ๆ ได้แก่ นิกายโรมันคาทอลิก นิกายโปรเตสแตนต์ นิกายออร์ธอดอกซ์ นิกายเชิร์ทออฟอิงแลนด์

ปัจจุบันศาสนาคริสต์มิได้มีอิทธิพลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายเหมือนดังเช่นศาสนาอิสลาม แต่แนวความคิดของศาสนาคริสต์ก็ใช้เป็นแนวทางในการร่างกฎหมายของต่างประเทศที่นับถือคริสต์ศาสนา เช่น ข้อกำหนดห้ามหย่า การห้ามคุมกำเนิด การห้ามทำแท้ง การห้ามสมรสซ้อน (Bigamy) เป็นต้น

ศาสนาฮินดู
กฎหมายศาสนาที่มีความสำคัญอย่างมากอีกศาสนาหนึ่งคือศาสนาฮินดู เมื่อกล่าวถึงกฎหมายฮินดู หมายความถึงลัทธิกฎหมายที่ชุมชนต่าง ๆ ไม่ว่าในประเทศอินเดียหรือประเทศอื่นๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ไทย กัมพูชา ลาว ได้ยอมรับนับถือและนำมาใช้เป็นกฎหมายในดินแดนของตน

หลักการที่แท้จริงของลัทธิฮินดูได้แก่การสอนให้รู้จักวิธีการครองชีวิตและความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ในสังคม และได้ถ่ายทอดคำสั่งนี้โดยผู้รู้ทั้งหลายซึ่งอ้างว่าเป็นเทวบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ตั้งแต่ประมาณ 1,500 – 600 ปี ก่อนคริสต์ศักราช หรือประมาณ 2,570 – 3,740 ปี มาแล้ว จึงนับว่าเป็นกฎหมายที่เก่าแก่มาก

กฎหมายฮินดู มีที่มา 4 ประการคือ

ศรุติ (srutis) ได้แก่หลักการในศาสนาฮินดู ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ พระเวท เวทางค์ และอุปนิษัท โดยได้เกิดขึ้นประมาณ 2,570 – 3,470 ปีมาแล้ว ในคัมภีร์ต่าง ๆ เหล่านี้นอกจากจะมีกฎเกณฑ์ทางกฎหมายแล้ว ยังประกอบไปด้วยบทบัญญัติทางอภิปรัชญาพิธีการทางศาสนา วิชาโหราศาสตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นหลักการสำคัญขั้นมูลฐานที่จำเป็นแก่มนุษย์
ศาสตร์ (Sastras) หรือสมฤติ (Smritis) บางตำราเรียกว่าพระราชศาสตร์หรือสาขาคดี ได้แก่บทบัญญัติที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นเพื่อประกอบกับพระธรรมศาสตร์ ศาสตร์ดังกล่าวนี้ได้บรรยายถึงวิธีการดำรงชีวิตและศิลปะการปกครองของกษัตริย์ทั้งด้านการทหารและการเมือง รวมทั้งศาสตร์ที่เรียกว่ากามคุณ ได้แก่สิ่งที่ก่อให้เกิดความสุขอันรู้แจ้งด้วยจักษุ ด้วยหู ด้วยจมูก ด้วยลิ้น ด้วยกาย
ธรรมะ (Dharma) ได้แก่บทบัญญัติซึ่งกำหนดถึงหน้าที่ ซึ่งผู้นับถือศาสนาฮินดูทั้งหลายจะต้องปฏิบัติธรรมะนี้ได้กำหนดไว้เฉพาะหน้าที่เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดถึงสิทธิด้วย หน้าที่ที่กำหนดไว้ นี้จะแตกต่างกันไปตามฐานะและสภาพของบุคคล รวมทั้งอายุด้วย แม้แต่กษัตริย์เองก็ต้องปฏิบัติตามธรรมะในส่วนที่เกี่ยวกับกษัตริย์ด้วย
พระธรรมศาสตร์ (Dharmasastras) และนิพนธ์ (Nibandhas) ธรรมะดังที่กล่าวมาแล้วจะพบอยู่ในตำรากฎหมายซึ่งเรียกว่า ธรรมศาสตร์ และในบทวิจารณ์ของธรรมศาสตร์ซึ่งเรียกว่า นิพนธ์ ธรรมศาสตร์ที่ปรากฏมีอยู่หลายฉบับแต่ฉบับที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ฉบับของมนู ซึ่งชาวตะวันตกนิยมเรียกว่า Manu Code แต่ประเทศไทยเรียกว่าคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของพระมโนสาราจารย์ สำหรับนิพนธ์นั้น มีประโยชน์เพื่อช่วยให้เข้าใจความหมายของธรรมศาสตร์ได้ถูกต้องยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ข้อความในธรรมศาสตร์คลุมเครือไม่ชัดเจน หรือขัดแย้งกันระหว่างธรรมศาสตร์ฉบับต่าง ๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s