ประชาคมโลก
(Global Community)

คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

ปัญหาในการจัดการกับการก่อการร้าย

1) มุมมองที่แตกต่าง

สิ่งที่เป็นปัญหายุ่งยากมากที่สุดในการดำเนินการต่อสู้กับการก่อการร้ายคือ “ความหมาย” กับ “แนวคิด” ใครคือผู้ก่อการร้าย และอะไรคือการก่อการร้าย เนื่องเพราะแต่ละประเทศแต่ละองค์กรต่างให้ความหมายไปในทิศทางของตัวเอง ดังนั้นผู้ก่อการร้ายในสายตาของชาติหนึ่ง อาจจะเป็นนักสู้เพื่ออิสรภาพของอีกชาติหนึ่ง และสองสถานะนั้น มีความหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะนั่นเป็นการแบ่งแยกที่ชัดเจนระหว่างการกระทำที่โหดเหี้ยม ไม่คำนึงถึงกฎหมายโดยบุคคลใด กลุ่มใด หรือรัฐใด กับการต่อสู้อันชอบธรรมของคนในชาติที่ถูกกดขี่ข่มเหง จากอิทธิพลหรือการยึดครองของต่างชาติ ตัวอย่างเช่นประเทศหนึ่งมีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยรัฐ ซึ่งชนในชาติส่วนใหญ่นับถือศาสนาหรือมีวัฒนธรรมอันใดอันหนึ่งอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ และมีประชากรส่วนน้อยส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาและวัฒนธรรมแตกต่างไป ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะมีส่วนใกล้เคียงกับรัฐประเทศข้างเคียงหรือไม่ แต่หากชนกลุ่มน้อยส่วนนั้นรู้สึกว่ากลุ่มของเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินวิถีชีวิต ภายใต้การปกครองของรัฐ ชนกลุ่มน้อยต่างเห็นพ้องที่จะขอมีรูปแบบการปกครองพิเศษเป็นของตนเองจึงดำเนินการชุมนุมประท้วงเรียกร้องและสร้างเงื่อนไขทางการเมืองขึ้น จนเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะที่เร้าให้ฝ่ายรัฐดำเนินวิธีการตอบโต้โดยใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมหรือการเรียกร้องดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันบ่อยครั้งและนานเข้า ความรุนแรงก็ย่อมทวีเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ากำลังของประชาชนย่อมไม่สามารถต่อสู้กับกำลังทหารตำรวจของรัฐได้ ระยะต่อมาองค์กรหรือกองกำลังรบของประชาชนก็จะถูกจัดตั้งขึ้น ซึ่งกองกำลังหรือองค์กรนี้เอง ที่จะถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายในสายตาของรัฐประเทศนั้น ในขณะที่ฝ่ายองค์กรกองกำลังเองเชื่อว่าพวกเขาเป็นกองกำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ชาติที่เป็นกลางก็จะต้องใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ ซึ่งโดยปกติองค์ประกอบที่ใช้ในการพิจารณาก็คือ ความต้องการของกลุ่มชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ความสำคัญของพื้นที่นั้นต่อยุทธศาสตร์โดยรวมของประเทศ องค์กรที่เคลื่อนไหวปฏิบัติการด้วยจุดประสงค์ใด มีเหตุผลทางการเมืองหรือชาติอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่และเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการขององค์กรหรือกลุ่มชนที่เคลื่อนไหวคืออะไร

2) นโยบายของแต่ละประเทศในการปฏิบัติต่อผู้ก่อการร้ายแตกต่างกัน

บางประเทศเลือกที่จะติดต่อหรือวางตัวเป็นกลางกับองค์กรการก่อการร้าย ซึ่งอาจมีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือต้องการจำกัดความรุนแรงภายในรัฐตน หรืออาจไม่หวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งเลยก็ตาม ในขณะที่บางประเทศเลือกที่จะต่อต้านการก่อการร้ายอย่างเปิดเผย เมื่อต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่มีนโยบายต่อการก่อการร้ายแตกต่างกัน จึงเป็นเรื่องยากในการร่วมมือปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

3) ประเทศที่ปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย

การให้เสรีทางการพิมพ์ หรือโฆษณาด้วยสื่อใดใด จะต้องให้น้ำหนักว่าระหว่างเสรีภาพในการสื่อสาร หรือเสรีภาพของสื่อกับกระบวนการป้องกันและต่อต้านในสถานการณ์ของการก่อการร้าย ขอบเขตความพอดี หรือความเหมาะสมนั้นควรอยู่ตรงจุดใด หากรัฐเข้าไปแทรกแซงหรือควบคุมสื่อ สื่อก็ไม่สามารถเป็นตัวกลางอิสระที่นำเสนอข่าวสารตามความเป็นจริงให้กับประชาชนได้ แต่หากสื่อมีความเป็นอิสระสูง สื่อเองก็อาจเป็นเครื่องมือชี้นำประชาชนในวงกว้างได้ หรือการนำเสนอข่าวสารบางอย่าง ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ก่อการร้ายในการที่จะรู้ถึงความเคลื่อนไหวของรัฐ และวางแผนตอบโต้ต่อรัฐได้ง่ายขึ้น

4) สิทธิเสรีภาพของประชาชน

สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณา เมื่อรัฐพยายามที่จะสร้างระบบรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงภายในรัฐ และต่อต้านสงครามการก่อการร้าย รัฐอาจจะละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งหากรัฐเลือกที่จะจัดระบบรักษาความปลอดภัยที่จะต่อต้านและตอบโต้ต่อการก่อการร้ายอย่างเข้มแข็งแล้วนั้น ภาวะที่รัฐจะออกกฎระเบียบเพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกต่อรัฐในการสืบ ติดตาม เสาะหา ในเรื่องของทางการข่าว และการตอบโต้องค์กรการก่อการร้าย ก็อาจจะนำไปสู่การละเมิดซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนในชาติ เช่น การให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานรัฐในการดักตรวจข้อความในอีเมล์ และตรวจสอบร่องรอยจากการใช้อินเทอร์เนตของผู้ต้องสงสัย ขยายขอบเขตของการดักฟังโทรศัพท์ ให้สามารถติดตามดักฟังการใช้โทรศัพท์ทุกๆ หมายเลขที่ผู้ต้องสงสัยใช้ (เน้นเป้าหมายการดักฟังไปยังตัวบุคคลไม่ใช่เครื่องโทรศัพท์) ขยายความหมายของคำว่า “การก่อการร้าย” และเพิ่มบทลงโทษแก่ผู้ก่อการร้าย ตลอดจนผู้ที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการก่อการร้าย และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการหมุนเวียนของกระแสเงิน ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการก่อการร้าย ทั้งหมดอาจจะส่งผลให้รัฐมีเครื่องมือที่จะใช้ต่อต้านและตอบโต้การก่อการร้ายมากขึ้น แต่ก็ได้ขยายอำนาจให้รัฐสามารถก้าวล่วงเข้าไปในสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชนมากขึ้น ที่สำคัญ “ผู้ต้องสงสัย” ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยรัฐนั้น จะมีความชอบธรรมหรือไม่ และจะมีกลไกหรือเครื่องมือใดที่จะมากำกับไม่ให้อำนาจทางการเมืองเข้ามาบิดเบือนข้อมูลดังกล่าว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s