ประชากรโลก

ประชากรโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 6,070.6 ล้านคนในปี 2543 เป็น 7,851.4 ล้านคนในอีก 25 ปีข้างหน้าคือ ในปี 2568 โครงสร้างของประชากรโลกมีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือประชากรวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.0 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 15.0 ในปี 2568 ในขณะที่ประชากรวัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี) มีจำนวนลดลงจากร้อยละ 30.1 ในปี 2543 เหลือร้อยละ 24.2 ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่า โครงสร้างของประชากรกำลังเปลี่ยนจากโครงสร้างประชากรวัยเด็กในอดีตเป็นประชากรวัยสูงอายุ หรือสังคมผู้สูงอายุในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นภาพรวมของประชากรโลก แต่ถ้าพิจารณาในแต่ละภูมิภาคของโลกทำให้ทราบว่ายุโรปมีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” มากที่สุดในโลก กล่าวคือ มีประชากรวัยเด็กน้อยที่สุดคือ ร้อยละ 16 และมีสัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุมากที่สุดร้อยละ 21 ของประชากรทั้งหมดในยุโรป ในขณะที่แอฟริกามีสัดส่วนของประชากรวัยเด็กสูงถึงร้อยละ 42 และมีสัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุเพียงร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมดในแอฟริกา

ประเทศที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก 5 ประเทศ คือ อิตาลี ญี่ปุ่น กรีซ เยอรมันนี และสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศเหล่านี้มีลักษณะทางประชากรที่สำคัญ เช่น อัตราเกิดต่อประชากรพันคนค่อนข้างต่ำ และมีอัตราตายต่อประชากรพันคนต่ำเช่นกัน แต่มีอายุขัยเฉลี่ยค่อนข้างสูง ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกเท่ากับประเทศอิตาลีในยุโรป (ร้อยละ 25) และที่น่าสนใจคือ คนญี่ปุ่นเป็นคนมีอายุขัยเฉลี่ยหรือมีอายุยืนยาวมากที่สุดในโลกด้วย (82 ปี) ในขณะที่แอฟริกายังเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนประชากรวัยเด็กมากเกือบร้อยละ 42 ของประชากรทั้งหมดในภูมิภาค มีอัตราเจริญพันธุ์รวมและอัตราตายต่อประชากรพันคนสูงมาก (4.9 และ 15 ตามลำดับ) และประชากรมีอายุขัยเฉลี่ยที่ต่ำมากเพียง 49 ปีเท่านั้น

แสดงโครงสร้างประชากรโลกและประชากรไทย ระหว่าง พ.ศ. 2543 – 2568 (หน่วย : พันคน)

สังคมโลก

สังคมโลกได้วิวัฒนาการสร้างสรรค์อารยธรรมและพัฒนาการขึ้นมาเป็นลำดับ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง สถานการณ์ทางการเมืองของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต สองอภิมหาอำนาจมีบทบาทแทนที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี ผลกระทบจากสงครามทำลายจิตใจของผู้คน เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ไร้ที่อยู่อาศัย ความพิการซึ่งเป็นภาระที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูบูรณะให้กลับคืนมา ธุรกิจการค้า โรงงานอุตสาหกรรม เส้นทางคมนาคม ถูกทำลายอย่างย่อยยับ ดินแดนที่เป็นสมรภูมิของสงครามประสบปัญหาความอดอยาก ยากจน ขาดแคลนอาหาร สภาพเศรษฐกิจใกล้จะล้มละลาย องค์การสหประชาชาติจึงมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือมนุษยชาติและรักษาสันติภาพของสังคมโลก เนื่องจากโลกได้แบ่งออกเป็นสองค่าย ต่อสู้กันระหว่างการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำกลุ่มกับการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำกลุ่ม เกิดการแข่งขันกันสร้างอิทธิพลในดินแดนต่าง ๆ อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันทำให้สงครามเย็นอุบัติขึ้น เกิดสงครามในภูมิภาคต่าง ๆ ขึ้นทั่วโลก ผู้คนต่างหวาดกลัวภัยสงคราม มหาอำนาจแต่ละค่ายต่างแข่งขันกันผลิตอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ สร้างขีปนาวุธเพื่อประหัตประหารฝ่ายตรงข้าม ดินแดนที่เคยตกเป็นอาณานิคมได้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช ทั้งแบบสันติวิธีและแบบรุนแรงจับอาวุธขับไล่ชาติตะวันตก เกิดการสู้รบในอินโดจีนอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในเวียดนาม เป็นสงครามตัวแทนระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ภายหลังที่ประเทศอาณานิคมได้รับเอกราชมักมีปัญหาทางการปกครอง มีผลทำให้ทหารมีบทบาทกุมอำนาจการบริหารไว้ได้ แต่ปัญหาชนกลุ่มน้อยและปัญหาเชื้อชาติก็ยังคงดำรงอยู่เพื่อรอการแก้ไข เมื่อสหภาพโซเวียตปรับเปลี่ยนนโยบายการปกครองและเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประเทศล่มสลายลง สงครามเย็นจึงยุติลง

สังคมโลกยุคปัจจุบันมีความก้าวหน้าเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงเป็นการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมการเมืองโลก มีผลทำให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โลกที่กว้างใหญ่ดูเล็กลง ดินแดนที่อยู่ห่างไกลสามารถติดต่อถึงกันภายในเสี้ยววินาที ทุกคนก้าวสู่สังคมใหม่เป็นหนึ่งเดียว องค์การระหว่างประเทศจึงทวีความสำคัญยิ่งขึ้น ดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ประนีประนอมสร้างความสัมพันธ์ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อสันติภาพและความมั่นคงของสังคมโลก

ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในทุกมิติทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยี อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองโลก มีผลทำให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และมีความเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น โลกที่เคยกว้างใหญ่กลับเล็กลงดินแดนแต่ละประเทศที่อยู่ห่างไกลกัน สามารถติดต่อกันได้ภายในเวลาเสี้ยววินาทีประดุจเป็นหมู่บ้านเดียวกัน (Global Village) ภูเขาและทะเลซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติที่เคยเป็นอุปสรรคในการติดต่อไปมาหาสู่ดูเสมือนเลือนหายไปจนกลายเป็นโลกไร้พรมแดน นับจากนี้ต่อไปโลกกำลังก้าวเข้าสู่ระยะแห่งการเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัย การเปลี่ยนผ่านที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของประวัติศาสตร์โลกในยุคโลกาภิวัตน์

ดังนั้นสังคมโลกในปัจจุบันจึงเป็นโลกที่มนุษย์สามารถข้ามพรมแดนของประเทศ สามารถเชื่อมโยงและทะลุกาลเวลาได้อย่างรวดเร็ว โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารในลักษณะที่ไร้พรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมด้วยการครอบโลกทางวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากระบบสื่อสารไร้พรมแดน ก่อให้เกิดกระแสวัฒนธรรมโลก (Neo-Westernization) การครอบงำทางด้านความคิด การมองโลก การแต่งกาย การบริโภคนิยมแพร่หลายเข้าครอบคลุมเหนือวัฒนธรรมของประชาคมทั่วโลก ผลที่ตามมาคือ เกิดระบบผูกขาดไร้พรมแดน ส่งผลให้เกิดหมู่บ้านโลก (Global Village) เป็นสังคมโลกไร้พรมแดน โลกทั้งโลกเป็นเสมือนหมู่บ้านเดียวกัน หมายถึงหากมีสิ่งใดมากระทบประเทศหนึ่งก็ย่อมกระทบไปถึงประเทศอื่น ๆ ด้วย อีกทั้งยังเกิดการแสวงหากำไรแบบใหม่ที่ไปกระจุกตัวอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจนก่อให้เกิดการพองตัวของทุนอย่างรวดเร็ว และในประการสุดท้ายเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s